1. พิธีไหว้พ่อแก่โต๊ะเฒ่า

ไหว้พ่อแก่โต๊ะเฒ่า.jpg

   จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้าน เล่าว่า ในอดีตพ่อแก่โต๊ะเฒ่าได้มาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่บ้านเตราะปลิง เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ท่านได้สร้างคุณงามความดีช่วยเหลือผู้อื่นจนผู้คนในหมู่บ้านให้ความนับถือ เมื่อท่านล่วงลับไปได้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ในการช่วยเหลือลูกหลานในหมู่บ้าน จนทำให้ชาวบ้านเลื่อมใสและศรัทธาในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์คู่หมู่บ้าน (เสาวลักษณ์ บุญหลง, ผู้เรียบเรียงและสัมภาษณ์ชาวบ้าน)
   ในระยะเวลาต่อมาชาวบ้านเชื่อว่าวิญญานของท่านได้สถิตอยู่ที่ตอไม้ซึ่งเป็นต้นหลุมพอจึงพากันมาบนบานศาลกล่าว ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาในปี 2539 ได้มีการสร้างรูปปั้นพ่อแก่โต๊ะเฒ่าขึ้นมา ตั้งอยู่บริเวณลำธาร(เสาะ) ภายในหมู่บ้าน นับเป็นสถานที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์คู่หมู่บ้าน จนลูกหลานชาวเตราะปลิงต่างพากันมากราบไหว้บูชา ขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย
   พิธีไหว้พ่อแก่โต๊ะเฒ่าจะจัดขึ้นทุกวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์เป็นวันที่ลูกหลานชาวเตราะปลิงได้กลับมารวมญาติ จึงถือเป็นวันสำคัญที่ลูกหลานได้มาร่วมในพิธีไหว้และอาบน้ำพ่อแก่โต๊ะเฒ่า และช่วยกันจัดเตรียมของเส้นไหว้ อาทิเช่น หมากพลู เป็ดไก่ต้ม หัวหมู ขนมโค และข้าวเหนียวสังขยา เป็นต้น ในพิธีดังกล่าวมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้นำพิธีเส้นไหว้และกล่าวคำขอให้ท่านปกป้องคุมครองลูกหลานให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง (นายแก้ว สุขประเสริฐ, ปราชญ์ชาวบ้าน, 14 สิงหาคม 2566)

2. พิธีไหว้ทาง

พิธีไหว้ทาง.jpg

   พิธีไหว้ทาง เป็นพิธีที่ชาวบ้านได้ปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมาเป็นเวลานานหลายชั่วอายุคนจนถึงปัจจุบัน มูลเหตุของพิธีไหว้ทางมาจากพืนฐานความเชื่อเกี่ยวกับพลังอำนาจของสิ่งชั่วร้ายต่างๆดลบันดาลให้เกิดเหตุเภทภัยพิบัติร้ายแรงในรอบปี เช่น การเกิดโรคระบาด ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ตลอดจนถึงการเจ็บไข้และเสียชีวิตของบุตรหลานโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเกิดเหตุอัปมงคลต่างๆในชุมชน โดยเชื่อว่าการเกิดภัยพิบัติเหล่านี้ สาเหตุมาจากพลังอำนาจของวิญญาณเร่ร่อน สิ่งชั่วร้าย และผีสางต่างๆ ได้เข้ามาอาศัยอยู่ปะปนกับคนในหมู่บ้าน เมื่อถึงช่วงเวลาครบรอบปี ต้องประกอบพิธีกรรมเพื่อเชิญวิญญาณชั่วร้ายต่างๆเหล่านี้ให้ออกไปสู่ภพภูมิของตนเอง พื้นที่อาศัยของชุมชนแห่งนี้จะได้ไม่มีวิญญาณชั่วร้ายต่างๆอาศัยอยู่ กลับกลายเป็นพื้นที่ปกติ บริสุทธิ์ ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข จึงเกิดสัญลักษณ์ “การไหว้ทาง” และได้รับการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน 

   ความเชื่อเรื่องผีหรือวิญญาณ มีมูลเหตุมาจากฐานคิดดั้งเดิมว่า ป่า เขา ลำธารและธรรมชาติทั่วไปจะมีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติสิงสถิตอยู่เพื่อปกป้องรักษาต่อผู้ที่กระทำการขอขมา เคารพและบูชา และลงโทษต่อผู้ที่ได้กระทำสิ่งไม่เป็นที่พอใจ การเชื่อเรื่องผีและวิญญาณได้ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของคนมาตั้งแต่อดีต เมื่อมีความกลัวหรือความทุกข์ทางด้านจิตใจ มักมองหาที่พึ่งพิงกับสิ่งอยู่เหนือธรรมชาติ คือ ผี วิญญาณ เป็นผู้มีพลังอำนาจในการดลบันดาลให้เกิดสิ่งดีร้ายกับชีวิตมนุษย์ได้ และหลักการนี้ยังเป็นที่มาของการสร้างที่สถิต คือ ศาลเพียงตา ศาลพระภูมิ และสิ่งอื่นๆสำหรับวิญญาณเหล่านี้ มีการบวงสรวง ขอขมาให้ทุกอย่างดำเนินสำเร็จไปด้วยดี อย่าได้มีสิ่งชั่วร้ายมารบกวนเช่นเดียวกับพิธีกรรมการไหว้ทาง ซึ่งมีมูลเหตุมาจากการเชื่อในเรื่องผี วิญญาณฝ่ายไม่ดีเข้ามาสิงสถิตอยู่ในชุมชน 

   พิธีไหว้ทางจัดขึ้นในเดือน 6 ของทุกปี โดยเลือกวันจันทร์ของเดือน 6 เป็นวันทำพิธี โดยมีปราชญ์หรือหมอทางพิธีกรรมเป็นผู้กําหนดวัน เวลา จากนั้นจะประชาสัมพันธ์

ให้ชาวบ้านทราบโดยทั่วกัน พิธีกรรมการไหว้ทางเริ่มตั้งแต่ประมาณ 4 โมงเย็น บรรดาผู้ชายช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ประกอบพิธีกรรม นิยมใช้พื้นที่บริเวณลานกว้างอยู่ใกล้กับเส้นทางสัญจรเข้าออกหมู่บ้านของคนในชุมชน หรือนิยมจัดพิธีกรรมที่เป็นทางสามแพร่ง รวมถึงได้ช่วยกันถางหญ้า จัดเก็บสิ่งขีดขวางต่างๆ เพื่อปรับสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรม และสิ่งสําคัญคือช่วยกันสร้าง “ศาลเพียงตา” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สําคัญของพิธีกรรมการไหว้ทาง นอกจากนี้ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนก็จะนำข้าวปลาอาหารมาจัดวางหน้าศาลเพียงตา ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งในการประกอบพิธี อาทิเช่น ปลาแห้งมีหัวและหาง ข้าวสาร น้ำ ดีปลี หัวหอม กระเทียม เป็นต้นเมื่อเตรียมทุกอย่างครบถ้วนปราชญ์ชาวบ้านหรือหมอทำพิธีก็จะดำเนินพิธี สิ่งสำคัญของพิธีกรรมนี้คือ ชาวบ้านจะขอให้อย่าได้มีสิ่งชั่วร้ายและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆย่ามกลายมาสู่ตนเอง หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรมการไหว้ทาง ผู้นําแต่ละครอบครัวจะกลับไปประกอบ”พิธีกรรมไหว้ภูมิเจ้าที่บ้าน” ต่อ ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว

3. พิธีลาซัง (ปัจจุบันได้ยกเลิก เนื่องจากไม่มีการทำนา)